Flowrix

Asset operations, in one place

เริ่มใช้ฟรี
เครื่องคิดเลข สมุดบัญชี และเอกสารแสดงตารางการคำนวณค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์ราชการประจำปีงบประมาณ

วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์ ตามระเบียบพัสดุภาครัฐ

ในงานบริหารงานพัสดุและสินทรัพย์ภาครัฐ นอกเหนือจากขั้นตอน การตรวจนับครุภัณฑ์ประจำปี และ การจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุด แล้ว อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของฝ่ายบัญชีและเจ้าหน้าที่พัสดุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “การคำนวณค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์”

การคำนวณค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เรื่องทางบัญชีที่ซับซ้อนสำหรับนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่เจ้าหน้าที่พัสดุต้องเข้าใจ เพราะค่าเสื่อมราคาจะเป็นตัวบอก “มูลค่าสุทธิ” (Net Book Value) ของครุภัณฑ์แต่ละชิ้นใน ทะเบียนคุมครุภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เมื่อมีการโอนย้าย การแลกเปลี่ยน หรือการประเมินราคากลางเพื่อจำหน่ายพัสดุออกไป

บทความนี้จะอธิบายหลักการ วิธีการคำนวณตามหลักการบัญชีภาครัฐของกรมบัญชีกลาง พร้อมทั้งตารางอัตราค่าเสื่อมราคาและอายุการใช้งานของครุภัณฑ์แต่ละประเภท เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานจริงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สารบัญ

ค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์คืออะไร และทำไมต้องคำนวณ

ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือ การปันส่วนมูลค่าของครุภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานจำกัดเพื่อรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละงวดบัญชีอย่างมีระบบ เนื่องจากครุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ หรือเครื่องใช้สำนักงาน) จะมีการเสื่อมสภาพจากการใช้งาน ชำรุดทรวนตามเวลา หรือตกรุ่นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

เหตุผลสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา:

  1. สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริง — งบแสดงฐานะการเงินของหน่วยงานต้องแสดงมูลค่าครุภัณฑ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่แสดงมูลค่าเดิมในวันซื้อตลอดไป
  2. รับรู้ค่าใช้จ่ายตามงวดเวลา — ช่วยให้หน่วยงานคำนวณต้นทุนการดำเนินงานหรือการให้บริการสาธารณะในแต่ละปีงบประมาณได้อย่างถูกต้อง
  3. ใช้ประกอบการตัดสินใจทางพัสดุ — เมื่อครุภัณฑ์ชำรุดและต้องตัดสินใจว่าจะ “ซ่อม” หรือ “จำหน่ายทิ้ง” มูลค่าสุทธิทางบัญชี (Net Book Value) ที่เหลืออยู่จะเป็นตัวเลขสำคัญในการประเมินความคุ้มค่าในการซ่อมบำรุง
  4. ปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ — กรมบัญชีกลางกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องบันทึกและคำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรเป็นประจำทุกปีงบประมาณ

หลักการคำนวณค่าเสื่อมราคาภาครัฐ (วิธีเส้นตรง)

กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางกำหนดให้หน่วยงานรัฐใช้วิธี “วิธีเส้นตรง” (Straight-Line Method) เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานในการคำนวณค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และปันส่วนค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกปีตลอดอายุการใช้งาน

สูตรการคำนวณค่าเสื่อมราคาต่อปี

$$ \text{ค่าเสื่อมราคาต่อปี} = \frac{\text{มูลค่าทุนครุภัณฑ์} - \text{มูลค่าซาก}}{\text{อายุการใช้งาน (ปี)}} $$

ข้อกำหนดพิเศษของภาครัฐเกี่ยวกับ “มูลค่าซาก” (Salvage Value): กรมบัญชีกลางกำหนดให้ครุภัณฑ์ส่วนใหญ่ของทางราชการ กำหนดมูลค่าซากไว้เท่ากับ 1 บาทเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ครุภัณฑ์ที่หักค่าเสื่อมราคาจนครบอายุการใช้งานแล้ว ยังคงเหลือมูลค่าทางบัญชี 1 บาทปรากฏอยู่ในงบการเงินและทะเบียนคุมครุภัณฑ์ เพื่อให้ทราบว่าหน่วยงานยังมีครุภัณฑ์ชิ้นนี้อยู่และยังสามารถใช้งานได้จริง

สูตรการคำนวณค่าเสื่อมราคาเป็นรายวัน (สำหรับปีแรกและปีสุดท้ายที่ครอบครองไม่เต็มปี)

ในกรณีที่หน่วยงานได้ครุภัณฑ์มาในระหว่างปีงบประมาณ (ไม่ได้เริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม) การคำนวณค่าเสื่อมราคาสำหรับปีงบประมาณแรกจะต้องปันส่วนตามจำนวนวันที่ใช้งานจริง ดังนี้:

$$ \text{ค่าเสื่อมราคาประจำงวด} = (\text{ค่าเสื่อมราคาต่อปี}) \times \frac{\text{จำนวนวันที่ใช้งานจริงในปีนั้น}}{365 \text{ วัน (หรือ 366 วัน)}} $$


ตารางอายุการใช้งานและอัตราค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์ภาครัฐ

กองมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ได้กำหนดอายุการใช้งานของครุภัณฑ์แต่ละประเภทไว้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณค่าเสื่อมราคา ดังนี้:

ประเภทครุภัณฑ์อายุการใช้งานขั้นต่ำ (ปี)อัตราค่าเสื่อมราคาต่อปี (%)ตัวอย่างครุภัณฑ์ในกลุ่ม
ครุภัณฑ์สำนักงาน3 - 1010% - 33.33%โต๊ะทำงาน, เก้าอี้, ตู้เหล็กเก็บเอกสาร, เครื่องทำน้ำเย็น
ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์3 - 520% - 33.33%เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ, โน้ตบุ๊ก, เครื่องพิมพ์ (Printer), เครื่องสำรองไฟ (UPS)
ครุภัณฑ์ยานพาหนะ5 - 812.5% - 20%รถยนต์ส่วนกลาง, รถตู้สำนักงาน, รถจักรยานยนต์, รถบรรทุกน้ำ
ครุภัณฑ์ไฟฟ้าและวิทยุ5 - 1010% - 20%เครื่องปรับอากาศ, โทรทัศน์, เครื่องขยายเสียง, พัดลมโคจร
ครุภัณฑ์การศึกษา5 - 1010% - 20%กระดานอัจฉริยะ, เครื่องฉายโปรเจกเตอร์, ชุดฝึกทักษะวิชาชีพ
ครุภัณฑ์การแพทย์5 - 1010% - 20%เตียงผู้ป่วย, เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล, เครื่องเอ็กซเรย์
ครุภัณฑ์งานบ้านงานครัว3 - 520% - 33.33%ตู้เย็น, ไมโครเวฟ, ถังแก๊ส, เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม

หมายเหตุ: แต่ละหน่วยงานอาจกำหนดอายุการใช้งานของครุภัณฑ์แต่ละชนิดแตกต่างกันออกไปได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องไม่ต่ำกว่ากรอบที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้


ขั้นตอนการคำนวณค่าเสื่อมราคาประจำปีงบประมาณ

การทำบัญชีและปรับปรุงยอดค่าเสื่อมราคาประจำปี มีลำดับขั้นตอนหลักที่เจ้าหน้าที่พัสดุและบัญชีต้องประสานงานร่วมกันดังนี้:

  1. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทรัพย์สิน
    ดึงรายการครุภัณฑ์ทั้งหมดจาก ทะเบียนคุมครุภัณฑ์ ตรวจสอบวันที่ได้มา มูลค่าราคาทุน และสถานะของครุภัณฑ์จากการตรวจนับประจำปี
  2. ตรวจสอบวันเริ่มคิดค่าเสื่อมราคา
    ค่าเสื่อมราคาจะเริ่มคำนวณนับตั้งแต่วันที่ “ตรวจรับมอบพัสดุเรียบร้อยแล้วและพร้อมใช้งาน” ไม่ใช่ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง
  3. คำนวณหาค่าเสื่อมราคารายปี
    ใช้สูตรวิธีเส้นตรงหักออก 1 บาทเป็นมูลค่าซาก หากได้สินทรัพย์มาไม่เต็มปีงบประมาณ (ได้มาระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม ถึง 30 กันยายน ของปีถัดไป) ให้คิดเฉลี่ยรายวันตามจำนวนวันที่ถือครองจริง
  4. บันทึกบัญชีแยกประเภทและปรับปรุงทะเบียนคุม
    ฝ่ายบัญชีจะบันทึกบัญชีเดบิต “ค่าเสื่อมราคา-ครุภัณฑ์…” (ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน) และเครดิต “ค่าเสื่อมราคาสะสม-ครุภัณฑ์…” (ซึ่งเป็นบัญชีปรับมูลค่าของครุภัณฑ์ในงบดุล) และบันทึกลงในช่องค่าเสื่อมราคาสะสมของทะเบียนคุม
  5. คำนวณมูลค่าสุทธิ (Net Book Value)
    มูลค่าสุทธิทางบัญชี = ราคาทุนครุภัณฑ์ - ค่าเสื่อมราคาสะสม

ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์

เพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติจริงชัดเจนขึ้น ลองศึกษาตัวอย่างการคำนวณทั้ง 2 กรณีต่อไปนี้:

ตัวอย่างที่ 1: การคำนวณเต็มปีงบประมาณ (ครอบครองครุภัณฑ์ตลอดทั้งปี)

โจทย์: สำนักงานจัดซื้อ “เครื่องปรับอากาศ” (ครุภัณฑ์ไฟฟ้า) มูลค่า 30,000 บาท ตรวจรับและใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 หน่วยงานกำหนดอายุการใช้งานไว้ 5 ปี มูลค่าซาก 1 บาท เมื่อถึงวันสิ้นปีงบประมาณวันที่ 30 กันยายน 2568 (ใช้งานครบ 1 ปีเต็ม หรือ 365 วัน) จะคำนวณได้ดังนี้:


ตัวอย่างที่ 2: การคำนวณไม่เต็มปีงบประมาณ (ซื้อระหว่างปี)

โจทย์: โรงเรียนรัฐแห่งหนึ่งจัดซื้อ “เครื่องคอมพิวเตอร์” มูลค่า 25,000 บาท ตรวจรับและพร้อมใช้งานในวันที่ 1 มีนาคม 2568 กำหนดอายุการใช้งานไว้ 3 ปี มูลค่าซาก 1 บาท เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ครูพัสดุและฝ่ายบัญชีต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาประจำงวดปี 2568 ดังนี้:


คำถามที่พบบ่อย

ครุภัณฑ์ที่หักค่าเสื่อมราคาจนมูลค่าเหลือ 1 บาทแล้ว แต่ยังใช้งานได้ดีอยู่ ต้องจัดการอย่างไร? หน่วยงานยังคงต้องบันทึกครุภัณฑ์ชิ้นนั้นไว้ในบัญชีและทะเบียนคุมครุภัณฑ์ต่อไปด้วยมูลค่า 1 บาท ห้ามทำการลบรายการออก และยังต้องนำมาทำการตรวจนับและสแกนพัสดุประจำปีอยู่เสมอเพื่อยืนยันว่าทรัพย์สินยังอยู่ จนกว่าจะมีการดำเนินการจำหน่ายจริงตามระเบียบ

ทำไมถึงคิดค่าเสื่อมราคาด้วยราคาซาก 1 บาท? เป็นเพราะระบบการบัญชีเกณฑ์คงค้างภาครัฐต้องการให้มีรายการครุภัณฑ์ที่ยังมีตัวตนและใช้งานได้อยู่ปรากฏอยู่ในระบบบัญชี หากหักค่าเสื่อมราคาจนเป็น 0 บาท ระบบจะมองว่าสินทรัพย์ชิ้นนั้นไม่มีตัวตนอยู่แล้วในระบบการเงิน ซึ่งจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนในการควบคุมตรวจสอบ

ครุภัณฑ์ชิ้นเล็ก ๆ มูลค่าไม่ถึง 5,000 บาท ต้องคิดค่าเสื่อมราคาหรือไม่? ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ (ส่วนใหญ่กำหนดไว้ไม่ถึง 5,000 บาท หรือ 10,000 บาท ตามแต่เกณฑ์นโยบายบัญชีของแต่ละกระทรวง) หรือมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี จะถือเป็น “สินทรัพย์มูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์” โดยปกติจะตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายประจำงวดเต็มจำนวนทันทีในวันที่ซื้อมา จึงไม่ต้องนำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาในแต่ละปี


การคำนวณค่าเสื่อมราคาและการจัดการทะเบียนคุมจะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป ด้วยระบบบริหารพัสดุดิจิทัล Flowrix ที่มีฟังก์ชันคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบอัตโนมัติตามมาตรฐานกรมบัญชีกลาง ระบบจะทำการคำนวณและปันส่วนค่าเสื่อมราคาเป็นรายวันให้อย่างแม่นยำ ปรับปรุงยอดสะสมในทะเบียนคุมครุภัณฑ์ให้ทันทีเมื่อสิ้นงบประมาณ และสามารถส่งออกข้อมูลเป็นรายงานทางบัญชีเพื่อส่งต่องานกับระบบ GFMIS ได้อย่างไร้รอยต่อ ดูรายละเอียดระบบบริหารพัสดุอัจฉริยะ Flowrix →


แหล่งอ้างอิง

กลับไปหน้าบทความทั้งหมด