Flowrix

Asset operations, in one place

เริ่มใช้ฟรี
เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพและทำประวัติคัดแยกจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุดตามระเบียบพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

วิธีจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุด ตามระเบียบพัสดุ 2560

หลังจากเสร็จสิ้น การตรวจนับครุภัณฑ์ประจำปี ขั้นตอนสำคัญที่เจ้าหน้าที่พัสดุและหน่วยงานราชการต้องดำเนินการต่อทันทีคือ “การจำหน่ายพัสดุ” หรือการคัดแยกครุภัณฑ์ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานอีกต่อไป ออกจาก ทะเบียนคุมครุภัณฑ์

หลายหน่วยงานปล่อยปละละเลยขั้นตอนนี้จนทำให้มีครุภัณฑ์ที่ใช้งานไม่ได้กองอยู่เต็มคลังสินค้า ทะเบียนคุมครุภัณฑ์มียอดบวมเกินจริง และเสียพื้นที่ในการจัดเก็บ บทความนี้จะพาทุกคนไปดูรายละเอียดของกระบวนการจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุดตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แบบเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยจากการทักท้วงของ สตง.

สารบัญ

การจำหน่ายครุภัณฑ์คืออะไร และทำไมต้องจำหน่าย

การจำหน่ายพัสดุ (Asset Disposal) หมายถึง การดำเนินการจัดการกับพัสดุหรือครุภัณฑ์ที่ตกเป็นของหน่วยงานของรัฐแล้ว แต่ต่อมามีสภาพที่ใช้งานไม่ได้ เสื่อมสภาพ ชำรุดทรุดโทรม สูญหาย หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานในหน่วยงานนั้นอีกต่อไป โดยการเอาออกจากทะเบียนและบัญชีของหน่วยงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เหตุผลที่หน่วยงานรัฐต้องทำการจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุดอย่างสม่ำเสมอ:

  1. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา — ครุภัณฑ์ชิ้นใหญ่ที่เสียแล้วมักใช้พื้นที่คลังสินค้าสูง หากจำหน่ายออกไปจะช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้งาน
  2. รักษาความถูกต้องของทะเบียนสินทรัพย์ — ทะเบียนคุมครุภัณฑ์ควรสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์และจำนวนชิ้นที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบันเท่านั้น
  3. ลดภาระงบประมาณการซ่อมบำรุง — หากครุภัณฑ์ไม่มีการจำหน่ายออก อาจมีรายการตั้งงบประมาณซ่อมแซมซ้ำซากกับของที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว
  4. ทำตามที่กฎหมายกำหนด — ระเบียบพัสดุ 2560 ข้อ 215 ระบุว่าเมื่อตรวจสอบพัสดุประจำปีเสร็จสิ้นแล้ว หากมีพัสดุที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ ต้องรีบเสนอขอจำหน่ายโดยเร็ว

เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มกระบวนการจำหน่าย

ระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2560 กำหนดกรอบเวลาไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยทั่วไปการจำหน่ายมักเกิดขึ้นใน 2 กรณีหลัก ๆ ดังนี้:

5 วิธีการจำหน่ายครุภัณฑ์ตามระเบียบพัสดุ 2560

ตามระเบียบพัสดุ 2560 ข้อ 215 วรรคสอง ได้กำหนดวิธีการจำหน่ายครุภัณฑ์ไว้ 5 วิธีหลัก โดยเจ้าหน้าที่ต้องเสนอวิธีการที่เหมาะสมที่สุดต่อหัวหน้าหน่วยงานเพื่อขออนุมัติ:

1. การขาย (Sale)

เป็นวิธีมาตรฐานที่สุด มักใช้เมื่อครุภัณฑ์ยังมีมูลค่าซากที่พอจะนำไปขายต่อได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้เหล็ก คอมพิวเตอร์เก่า หรือยานพาหนะ โดยปกติแล้วระเบียบจะกำหนดให้ “ขายทอดตลาด” (Auction) ซึ่งเป็นการประมูลสู้ราคากันอย่างเปิดเผย แต่ถ้าหากพัสดุนั้นมีมูลค่าน้อย หรือเพื่อความสะดวกรวดเร็วและเหมาะสม หัวหน้าหน่วยงานอาจอนุมัติให้ขายโดยวิธีเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ได้

2. การแลกเปลี่ยน (Exchange)

คือการนำครุภัณฑ์เก่าที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพไปแลกเปลี่ยนเป็นครุภัณฑ์ชิ้นใหม่กับผู้ขาย โดยต้องหักลบกลบหนี้กับมูลค่าเครื่องใหม่ วิธีนี้ช่วยประหยัดงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างได้ดี มักพบในการจัดหาเครื่องมือแพทย์ หรืออุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่

3. การโอน (Transfer)

คือการโอนกรรมสิทธิ์ครุภัณฑ์ให้กับหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น หรือหน่วยงานส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือหน่วยงานสาธารณประโยชน์ที่ระเบียบกำหนดไว้โดยไม่มีค่าตอบแทน วิธีนี้ดีมากสำหรับกรณีครุภัณฑ์ในหน่วยงานเราหมดความจำเป็นต้องใช้แล้ว แต่ยังคงอยู่ในสภาพดีใช้งานได้ปกติและจะเป็นประโยชน์กับหน่วยงานอื่น

4. การบริจาค (Donation)

คล้ายกับการโอน แต่ขอบเขตของผู้รับบริจาคจะกว้างกว่า เช่น โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร วัด สภากาชาดไทย หรือองค์การสาธารณกุศลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม การบริจาคต้องมีหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับบริจาคจากปลายทางประกอบการเสนอเรื่องจำหน่ายด้วย

5. การทำลาย (Destruction)

ใช้ในกรณีที่ครุภัณฑ์ชำรุดผุพังจนไม่มีมูลค่าซากเหลืออยู่เลย (เช่น โต๊ะไม้ปลวกกินจนผุพัง) หรือหากนำไปขายหรือโอนอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ เช่น อุปกรณ์เคมี หรือคอมพิวเตอร์ที่ชิ้นส่วนเสียหายรุนแรง การทำลายอาจใช้วิธีเผา ฝังกลบ หรือแยกชิ้นส่วนทิ้ง โดยต้องมีพยานตรวจสอบและบันทึกการทำลายไว้เป็นหลักฐาน

ขั้นตอนการจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุด ทีละสเต็ป

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถทำตามกระบวนการจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุดได้ดังต่อไปนี้:

  1. รายงานขอจำหน่ายพัสดุ
    เจ้าหน้าที่พัสดุรวบรวมรายการครุภัณฑ์ที่ชำรุด/เสื่อมสภาพจากรายงานตรวจนับประจำปี หรือรายงานชำรุดระหว่างปี แล้วทำบันทึกข้อความเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อขออนุมัติจำหน่าย
  2. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง/ประเมินราคา
    หัวหน้าหน่วยงานแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอย่างน้อย 3 คน (ส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้าราชการหรือพนักงานในหน่วยงาน) เพื่อตรวจสอบสภาพครุภัณฑ์จริง ประเมินราคากลางที่จะขายทอดตลาด หรือพิจารณาว่าควรใช้วิธีจำหน่ายใดที่เหมาะสมที่สุด
  3. จัดทำรายงานผลการพิจารณา
    คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งลงพื้นที่ตรวจสอบของจริง บันทึกรายงานสภาพแต่ละรายการ พร้อมให้ความเห็นว่าควร ขาย/โอน/บริจาค/ทำลาย และประเมินราคากลางไว้ จากนั้นลงนามร่วมกันเสนอหัวหน้าหน่วยงาน
  4. อนุมัติจำหน่าย
    หัวหน้าหน่วยงานลงนามอนุมัติตามที่คณะกรรมการเสนอความเห็น
  5. ดำเนินการจำหน่ายจริง
    ลงมือปฏิบัติการตามวิธีที่อนุมัติ เช่น ออกประกาศขายทอดตลาด, ทำหนังสือโอนพัสดุ, หรือจัดจ้างทำลายพัสดุ
  6. ส่งมอบพัสดุ
    ส่งมอบสิ่งของที่จำหน่ายให้แก่ผู้ชนะประมูล หรือหน่วยงานที่รับโอน/รับบริจาค พร้อมทั้งออกใบเสร็จรับเงิน (กรณีมีรายรับจากการขาย) นำเงินส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

การตัดยอดออกจากทะเบียนคุมครุภัณฑ์

จุดสำคัญที่มักตกหล่นคือ “การตัดทะเบียนคุม”

ระเบียบพัสดุ 2560 ข้อ 222 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อได้จำหน่ายพัสดุไปแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ลงจ่ายพัสดุนั้นในทะเบียนหรือบัญชีคุมพัสดุทันที และต้องลงจ่ายให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันทำการ นับแต่วันที่จำหน่ายพัสดุนั้นเสร็จสิ้น

วิธีการบันทึกในทะเบียนคุมครุภัณฑ์:

ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อจำกัดของการจำหน่ายแต่ละวิธี

เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่พัสดุและผู้บริหารเลือกวิธีจัดการครุภัณฑ์ชำรุด/ไม่ได้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม สามารถพิจารณาเปรียบเทียบได้ดังนี้:

วิธีจำหน่ายข้อดีข้อจำกัด / สิ่งที่ต้องระวังเหมาะกับสถานการณ์ใด
1. การขายหน่วยงานได้เงินสดกลับคืนมาเพื่อส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินขั้นตอนยุ่งยาก ต้องออกประกาศประมูล หาราคากลาง และจัดตั้งคณะกรรมการสู้ราคาครุภัณฑ์ที่มีมูลค่าซากหลงเหลือ เช่น รถยนต์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้สำนักงานเหล็ก
2. การแลกเปลี่ยนลดงบประมาณจัดซื้อเครื่องใหม่โดยตรง ได้สินค้าที่มีประกันใหม่ทันทีต้องระบุความต้องการแลกเปลี่ยนไว้ในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่แรก และต้องคำวณความคุ้มค่าครุภัณฑ์เทคโนโลยีสูง เครื่องมือวิทยาศาสตร์ หรืออุปกรณ์การแพทย์ที่ตกรุ่น
3. การโอนสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานรัฐ ช่วยกระจายทรัพยากรให้คุ้มค่าโอนได้เฉพาะกับหน่วยงานรัฐ หรือหน่วยงานอื่นที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้นครุภัณฑ์ที่สภาพยังดีมาก ใช้งานได้ปกติ แต่หน่วยงานเราไม่ได้ใช้งานแล้ว
4. การบริจาคสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือสังคมได้โดยตรงต้องมีคำขออย่างเป็นทางการจากหน่วยงานปลายทาง และผู้รับต้องตรงตามเกณฑ์ของระเบียบครุภัณฑ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ โต๊ะนักเรียนเก่า หรืออุปกรณ์กีฬาที่หมดความจำเป็น
5. การทำลายเคลียร์พื้นที่จัดเก็บได้ทันที ไม่ต้องมีภาระเอกสารซับซ้อนหลังทำลายเสร็จต้องมั่นใจว่าพัสดุชำรุดเสียหายจริง ๆ จนซ่อมแซมหรือขายไม่ได้ และต้องระมัดระวังเรื่องสิ่งแวดล้อมพัสดุไม้ผุพัง เอกสารหมดอายุใช้งาน หรือวัสดุอันตราย สารเคมี และยาเสื่อมสภาพ

คำถามที่พบบ่อย

การจำหน่ายครุภัณฑ์ชำรุดต้องทำให้เสร็จภายในเมื่อไหร่? ตามระเบียบข้อ 215 เมื่อหัวหน้าหน่วยงานเห็นชอบรายงานการตรวจสอบพัสดุประจำปีแล้ว ให้ดำเนินการจำหน่ายพัสดุชำรุด/เสื่อมสภาพให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณถัดไป หากไม่สามารถดำเนินการได้ในเวลาดังกล่าว จะต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและขออนุมัติขยายเวลาจากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ

ถ้าครุภัณฑ์สูญหายและหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ จะต้องตัดจำหน่ายอย่างไร? กรณีสูญหาย ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงตามระเบียบพัสดุและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ หากผลการตรวจสอบพบว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่มีผู้ต้องรับผิด หัวหน้าหน่วยงานของรัฐสามารถอนุมัติจำหน่ายในฐานะสูญหายเพื่อตัดบัญชีออกได้

ครุภัณฑ์ที่ไม่มีหมายเลขครุภัณฑ์ (เลขเลือนรางหรือป้ายหลุด) สามารถจำหน่ายได้หรือไม่? สามารถจำหน่ายได้ แต่ก่อนจำหน่ายเจ้าหน้าที่ต้องร่วมกันสืบค้นประวัติในทะเบียนคุมครุภัณฑ์ หรือสอบถามผู้ดูแลสถานที่เพื่อระบุเลขครุภัณฑ์เดิมให้ได้ใกล้เคียงที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาการตัดเลขผิดตัวในทะเบียนคุม


งานนี้ Flowrix ช่วยให้อัตโนมัติได้ ด้วยระบบบริหารจัดการพัสดุ Flowrix เจ้าหน้าที่สามารถสร้างบันทึกแจ้งพัสดุชำรุดพร้อมอัปโหลดภาพถ่ายหลักฐานส่งตรงผ่านมือถือ คณะกรรมการตรวจสอบพัสดุสามารถทำรายการประเมินสภาพและราคากลางผ่านแท็บเล็ตได้ทันที และเมื่อหัวหน้าอนุมัติจำหน่าย ระบบจะทำการปรับสถานะและตัดยอดในทะเบียนคุมครุภัณฑ์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ลดงานด้านเอกสารได้กว่า 80% ป้องกันข้อผิดพลาดในการตัดทะเบียนซ้ำซ้อน ดูว่า Flowrix ทำงานยังไง →


แหล่งอ้างอิง

กลับไปหน้าบทความทั้งหมด